การที่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ดำเนินการตัดหุ้นซื้อคืนจำนวน 238.66 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 0.84% ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด อาจดูเป็นเพียงขั้นตอนทางบัญชีและกฎหมายของบริษัทจดทะเบียน แต่ในมุมของผู้ถือหุ้น การตัดหุ้นซื้อคืนมีความหมายมากกว่านั้น เพราะเป็นการลดจำนวนหุ้นของบริษัทลงอย่างถาวร และส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างทุนในระยะยาว
หลังการตัดหุ้นซื้อคืนครั้งนี้ ทุนชำระแล้วของ PTT ลดลงจาก 28,562.99 ล้านบาท เหลือ 28,324.34 ล้านบาท ขณะที่หุ้นจำนวน 238.66 ล้านหุ้นที่ถูกตัดออก จะไม่สามารถนำกลับมาจำหน่ายในตลาดได้อีก
ผู้ถือหุ้นเดิมได้ประโยชน์อะไรจากการตัดหุ้นครั้งนี้?
สำหรับจำนวนหุ้นลดลง ผู้ถือหุ้นเดิมมีสัดส่วนความเป็นเจ้าของเพิ่มขึ้น
หลักการสำคัญของการลดจำนวนหุ้น คือ เมื่อจำนวนหุ้นทั้งหมดในบริษัทลดลง แต่ผู้ถือหุ้นเดิมยังถือหุ้นจำนวนเท่าเดิม สัดส่วนความเป็นเจ้าของบริษัทต่อหุ้นจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยโดยอัตโนมัติ
เปรียบเทียบง่าย ๆ เหมือนเค้กก้อนเดิมที่เดิมแบ่งออกเป็นจำนวนชิ้นมากกว่า เมื่อจำนวนชิ้นลดลง แต่ขนาดของเค้กไม่ได้ลดลงตาม แต่ละชิ้นจึงมีสัดส่วนในเค้กก้อนใหญ่มากขึ้น
ดังนั้น การตัดหุ้นซื้อคืนจึงถือเป็นหนึ่งในวิธีที่บริษัทใช้คืนมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นเดิม โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายออกมาในรูปเงินปันผลโดยตรง
ช่วยเพิ่มศักยภาพกำไรต่อหุ้นในระยะยาว
อีกประโยชน์สำคัญคือผลต่อ กำไรต่อหุ้น (Earnings per Share:EPS)
ในเชิงหลักการ หาก PTT สามารถรักษากำไรสุทธิไว้ที่ระดับเดิม แต่จำนวนหุ้นลดลง กำไรที่เฉลี่ยต่อหุ้นก็จะสูงขึ้น
กรณี PTT ลดจำนวนหุ้นลง 0.84% หากสมมติว่ากำไรสุทธิไม่เปลี่ยนแปลง ผลทางคณิตศาสตร์จะทำให้ EPS เพิ่มขึ้นได้ประมาณ 0.85% เมื่อเทียบกับกรณีที่ยังมีจำนวนหุ้นเท่าเดิม
แม้ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้มากจนเปลี่ยนพื้นฐานของบริษัท แต่ถือเป็นบวกต่อผู้ถือหุ้นในระยะยาว เพราะผลประโยชน์จากกำไรของบริษัทจะถูกแบ่งด้วยจำนวนหุ้นที่น้อยลง
อย่างไรก็ตาม หุ้นซื้อคืนหรือ Treasury Stock โดยปกติไม่มีสิทธิรับเงินปันผล และไม่นับรวมในหุ้นบางส่วนที่ใช้คำนวณ EPS อยู่แล้ว ดังนั้น ผลของการตัดหุ้นครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า EPS จะกระโดดขึ้นทันทีในวันที่ลดทุน
จุดสำคัญกว่าคือ การตัดหุ้นทำให้ผลของการซื้อคืนกลายเป็น “ถาวร”
ปิดความเสี่ยงหุ้นซื้อคืนกลับเข้าสู่ตลาด
ก่อนที่หุ้นซื้อคืนจะถูกตัดออก บริษัทอาจมีทางเลือกในการนำหุ้นดังกล่าวกลับมาจำหน่ายในตลาดตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
หากเกิดขึ้น จำนวนหุ้นหมุนเวียนในตลาดก็จะเพิ่มขึ้น และอาจกลายเป็นแรงกดดันด้าน Supply ต่อราคาหุ้นในช่วงที่มีการขาย
แต่เมื่อ PTT เลือกตัดหุ้นจำนวน 238.66 ล้านหุ้นออกจากระบบอย่างถาวร ความเสี่ยงที่หุ้นชุดนี้จะถูกนำกลับมาขายในอนาคตก็หมดไป
ในมุมตลาดทุน ถือเป็นการลด Share Overhang และสร้างความชัดเจนให้กับผู้ถือหุ้นว่า หุ้นซื้อคืนรอบนี้ไม่ได้เป็นเพียงการดึงหุ้นออกจากตลาดชั่วคราว แต่เป็นการลดทุนจริง
เงินปันผลต่อหุ้นมีโอกาสเพิ่ม หากบริษัทคงวงเงินจ่ายเท่าเดิม
อีกด้านหนึ่งที่น่าสนใจคือเงินปันผล หากในอนาคต PTT มีกำไรและกำหนดวงเงินปันผลรวมในระดับเดียวกับเดิม แต่มีจำนวนหุ้นน้อยลง เงินปันผลที่เฉลี่ยต่อหุ้นก็มีโอกาสสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์ในส่วนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะยังขึ้นอยู่กับกำไร นโยบายเงินปันผล แผนลงทุน และกระแสเงินสดของ PTT ในแต่ละปี
ดังนั้น การตัดหุ้นซื้อคืนไม่ได้รับประกันว่าผู้ถือหุ้นจะได้เงินปันผลต่อหุ้นเพิ่มทันที แต่ช่วยสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการเพิ่มมูลค่าต่อหุ้น หากผลประกอบการของบริษัทสามารถรักษาระดับไว้ได้
ซื้อคืนแล้ว “ตัดทิ้ง” ต่างจากซื้อคืนไว้เฉย ๆ
สำหรับนักลงทุน ความแตกต่างสำคัญอยู่ตรงที่ว่า หากบริษัทซื้อหุ้นคืนแล้วถือไว้เป็น Treasury Stock หุ้นดังกล่าวจะถูกพักออกจากระบบชั่วคราว แต่ยังมีความเป็นไปได้ที่จะกลับเข้าสู่ตลาดในอนาคต
แต่หากบริษัทเลือก “ตัดหุ้น” หุ้นจะถูกยกเลิกถาวร จำนวนหุ้นของบริษัทลดลงอย่างแท้จริง จึงเป็นเหตุผลที่ตลาดมักให้น้ำหนักเชิงบวกกับกรณีที่บริษัทซื้อหุ้นคืนแล้วตัดลดทุน เพราะถือเป็นการคืนมูลค่าให้ผู้ถือหุ้นในลักษณะที่ถาวรกว่าการซื้อคืนแล้วถือไว้นั่นเอง