Subscription Form

สรุปประเด็น Thailand Focus 2026: Reignite Thailand หัวข้อ ยุทธศาสตร์การแข่งขันของไทย: คว้าโอกาสจากกระแสการลงทุนมูลค่าสูงระลอกใหม่

แชร์โพสต์นี้

หัวข้อ “Competing for the Future: How Thailand Can Win the Next Wave of High-Value Investment”

(ยุทธศาสตร์การแข่งขันของไทย: คว้าโอกาสจากกระแสการลงทุนมูลค่าสูงระลอกใหม่) โดย

• นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

• Mr.Wei Khoe Lim, SVP and Managing Director of Infineon Technologies Thailand

• ดร. ปรอง คงทรัพย์โต Chief of Staff and Senior Director for External Affairs, Lumentum Thailand

• ผู้ดำเนินรายการ: นางสาวจันทร์เพ็ญ ศิริธนารัตนกุล กรรมการบริหารอาวุโส ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด

Mr.Wei Khoe Lim, SVP and Managing Director of Infineon Technologies Thailand

• Infineon กำลังสร้างโรงงานแบ็กเอนด์แห่งใหม่ที่ใช้ระบบอัตโนมัติระดับสูงในประเทศไทย ซึ่งมีเป้าหมายในการพัฒนาให้เป็น “ฮับการผลิตขั้นปลายยุคถัดไป” (Next Generation Backend Hub) ด้วยขนาดที่ใหญ่กว่าฮับหลักที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบันของ Infineon เกือบสองเท่า

เพื่อรองรับการขยายตัวและเป้าหมายรายได้ของกลุ่มบริษัททั่วโลก ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนโครงสร้างแรงงานสู่กลุ่มช่างเทคนิคและวิศวกรผู้เชี่ยวชาญระดับสูง

• เปิดเผยภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ (Automotive Division) ที่แม้ว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในบางตลาดจะทรงตัวหรือลดลง เช่น ยอดขายในประเทศจีนที่ลดลงกว่า 18% ในไตรมาสล่าสุด

แต่ยอดขายผลิตภัณฑ์ของ Infineon ในส่วนงานยานยนต์ยังคงสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง จากการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนระบบซอฟต์แวร์และการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล (Digitalisation) และการลดคาร์บอน (Decarbonisation)

• Infineon ขึ้นแท่นบริษัทเยอรมนีท็อป 10 จากบทบาทด้าน AI computing โดยเน้นเติบโตใน 2 กลุ่มหลักคือพลังงานและยานยนต์ (ดิจิทัลไลเซชันในรถยนต์)

• มองว่าไทยมีจุดแข็งด้านนโยบายรัฐที่หนุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ทำเลยุทธศาสตร์ และเศรษฐกิจที่เติบโต แต่ยังต้องปรับปรุงเรื่องกฎระเบียบ พิธีการนำเข้า-ส่งออก การเปลี่ยนเอกสารกระดาษเป็นดิจิทัล และคุณภาพ/ความเสถียรของโครงข่ายไฟฟ้า

• เป้าหมายปี 2035: สร้างระบบนิเวศท้องถิ่นที่แข็งแกร่งร่วมกับ SME ไทย โดยดึงพันธมิตรกลยุทธ์มาตั้งฐานในไทยเพิ่มเติม

Mr.Wei Khoe Lim TF 2026 edited

ดร. ปรอง คงทรัพย์โต Chief of Staff and Senior Director for External Affairs, Lumentum Thailand

• Lumentum ประเทศไทย เริ่มต้นฐานการผลิตในไทยด้วยพนักงานเพียงไม่กี่ร้อยคนเมื่อ 8 ปีก่อน จนเติบโตเป็น 9,000 คนในปัจจุบัน และจะก้าวสู่ 10,000 คนในเร็วๆ นี้

ส่งผลให้ไทยเป็นฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในโลกของบริษัท เพื่อผลิตนวัตกรรมและเทคโนโลยีโฟโตนิกส์ (Photonics) อุปกรณ์รับส่งสัญญาณแสง (Optical Transceiver) และระบบสื่อสารขั้นสูงสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน AI และดาต้าเซ็นเตอร์

• อธิบายการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ที่ขับเคลื่อนโอกาสการเติบโต โดยความต้องการเชื่อมต่อภายในดาต้าเซ็นเตอร์และระบบเครือข่ายโทรคมนาคมกำลังเปลี่ยนผ่านจากการใช้สายทองแดง (Copper Wire) ที่มีข้อจำกัด ไปสู่ระบบการรับส่งข้อมูลผ่านคลื่นแสงด้วยอุตสาหกรรมโฟโตนิกส์ ซึ่งช่วยให้ขีดความสามารถการเชื่อมต่อขยายตัวอย่างทวีคูณ

• จุดแข็งเชิงกลยุทธ์และคุณลักษณะเฉพาะของซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ของประเทศไทย เช่น ประสบการณ์อันยาวนานในกลุ่มรับจ้างผลิต (OEM) และผู้ผลิตแผ่นวงจรพิมพ์

รวมถึงบุคลากรไทยที่มีคุณลักษณะอันโดดเด่น ได้แก่ ความเป็นมิตร วัฒนธรรมรักการบริการ ความประณีตในการควบคุมคุณภาพ ความสามัคคีและยืดหยุ่นในการทำงานร่วมกับต่างชาติ ซึ่งมีส่วนช่วยสร้างเสถียรภาพทางแรงงานและดึงดูดใจให้นักลงทุนเลือกประเทศไทยเป็นทางเลือกฐานผลิตที่มีความมั่นคง

• การเติบโตของ Photonics และ Advanced Electronics เชื่อมโยงโดยตรงกับความต้องการอุปกรณ์ Photonics ใน Data Center

• จุดเชื่อมต่อภายใน Data Center กำลังเปลี่ยนผ่านจากสายทองแดงไปสู่เทคโนโลยี Photonics มากขึ้น

• อุปกรณ์ Photonics ที่ใช้รองรับการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวมีการผลิตในประเทศไทย ทำให้ไทยมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับโลก

• ประเทศไทยควรยกระดับความสะดวกในการประกอบธุรกิจ ตลอดจนคุณภาพและความมั่นคงของระบบไฟฟ้า

• หลักสูตรด้าน Photonics ในประเทศไทยยังมีจำกัด ส่งผลให้จำนวนวิศวกรเฉพาะทางยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรม

• ริเริ่มโครงการพัฒนาทักษะวิศวกรรมโฟโตนิกส์ผ่านความร่วมมือร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และมหาวิทยาลัยของไทย (เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

โดยเปิดหลักสูตรออนไลน์ 3 ระดับ เพื่อยกระดับทักษะและการพัฒนาทักษะใหม่ (Upskill & Reskill) ของแรงงานไทย พร้อมทำบันทึกข้อตกลง (MOU) จัดตั้งห้องปฏิบัติการวิเคราะห์โฟโตนิกส์ (Photonic Laboratories) ในศูนย์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติของประเทศ

• เสนอแนะแนวคิดสำคัญว่า ความสำเร็จในระยะยาวของประเทศไม่ควรมุ่งเน้นวัดที่ยอดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เป็นเป้าหมายหลักเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาการแปรเปลี่ยนเงินลงทุนนั้นให้ไปสร้างห่วงโซ่อุปทาน การเติบโตของคู่ค้าท้องถิ่น และการสร้างมูลค่าเพิ่มที่ส่งผลโดยตรงต่อการผลักดันผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเพื่อเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจที่มั่นคงต่อไป

ปรอง คงทรัพย์โต TF 2026 edited

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

• ไทยเป็นจุดหมาย FDI สำคัญของเอเชีย โดยมีการขอรับส่งเสริมผ่าน BOI เติบโตทำสถิติสูงสุดในทุกปี จากอานิสงส์ของการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกและการย้ายฐานผลิตอันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนความเป็นกลางของไทย ความพร้อมในด้านโครงสร้างพื้นฐานกายภาพและดิจิทัล และนิคมอุตสาหกรรมมาตรฐานโลก

• อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ Digital, Electronics, Materials, Automotive และ Chemicals

• คาดว่าคลื่นการลงทุนระลอกใหม่ในอีก 3–5 ปี จะมาจากห่วงโซ่ AI เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์อัจฉริยะ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ โดย BOI จะเสนอยุทธศาสตร์ชาติด้านเซมิคอนดักเตอร์ในการประชุมต้นเดือนกันยายนนี้

• วิเคราะห์ทิศทางและโครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่นำเอาเทคโนโลยี AI มาบูรณาการในอุตสาหกรรมรอบตัว (อาทิ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และยานยนต์ดิจิทัล) ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานรวมกลุ่มกันบนแพลตฟอร์มเทคโนโลยีเดียวกัน ทั้งกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ แผ่นวงจรพิมพ์ชั้นสูง โฟโตนิกส์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และระบบระบายความร้อน (Cooling System) ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญสำหรับธุรกิจไทย

• ยุทธศาสตร์ด้านทรัพยากรบุคคล (Talent Development) เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และระบบอิเล็กทรอนิกส์ด้วยกลยุทธ์ “สองทาง” ได้แก่ “Build” (สร้างแรงงานไทยโดยร่วมมือกับ 8 มหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรวิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์ การบิน และระบบดาต้าเซ็นเตอร์) ควบคู่กับ “Buy” (ดึงดูดผู้เชี่ยวชาญระดับโลกและสตาร์ทอัพให้มาพำนักและทำงานระยะยาวผ่านมาตรการพิเศษ เช่น Smart Visa, BOI Visa และ LTR Visa)

• สิ่งที่ไทยต้องเร่งทำ 3 เรื่อง: (1) พัฒนาบุคลากร (2) พัฒนาซัพพลายเชนใหม่รองรับอุตสาหกรรมใหม่ (3) เพิ่มความสะดวกในการทำธุรกิจ ผ่านโครงการ “Thailand Fast Pass”

• ภาพประเทศไทยในปี 2035 GDP เติบโตไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี และผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่อันดับความสามารถการแข่งขัน 20 อันดับแรกของโลกภายในปี 2030

ตลอดจนบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปีข้างหน้า โดยเป้าหมายสูงสุดคือการเปลี่ยนไทยจากเพียงฐานการผลิตแบบดั้งเดิม ให้เป็นศูนย์กลางภูมิภาคสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและงานบริการมูลค่าสูง ไม่ใช่แค่ฐานการผลิต

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ TF 2026

ติดตามเนื้อหาได้ที่ www.set.or.th/thailandfocus

แชร์โพสต์นี้

Picture of SHINESTOCK

SHINESTOCK

Related