Subscription Form

ถอดมุมมอง “Bill Ackman” ทำไมหุ้นใหญ่ดิ่ง 25% ทั้งที่พื้นฐานแทบไม่เปลี่ยน

แชร์โพสต์นี้

โลกการลงทุนกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และหนึ่งในภาพที่เห็นชัดมากขึ้นในตลาดหุ้นยุคปัจจุบัน คือ ความเคลื่อนไหวราคาหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีธุรกิจแข็งแกร่งสามารถปรับตัวขึ้นหรือลงอย่างรุนแรงภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง แม้พื้นฐานของบริษัทไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากเท่ากับราคาหุ้นที่เคลื่อนไหว

Bill Ackman 1

Bill Ackman นักลงทุนชื่อดังและผู้ก่อตั้ง Pershing Square Capital Management มองว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจาก โครงสร้างตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ

สิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นวันนี้ แตกต่างจากช่วงที่เขาเริ่มต้นเข้าสู่วงการลงทุนอย่างมาก

หนึ่งในคำถามที่น่าสนใจที่สุดคือ ทำไมบริษัทขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรหวือหวา จึงสามารถมีราคาหุ้นดิ่งลง 20-25% ภายในวันเดียวได้?

คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่พื้นฐานบริษัทเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่า ใครเป็นคนถือหุ้น และใครเป็นคนซื้อขายหุ้นที่ราคาหน้าจอ ต่างหาก

คนถือหุ้นมากที่สุด ก็อาจไม่ใช่คนกำหนดราคา

Ackman อธิบายว่า ปัจจุบันหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ จำนวนมากถูกถือครองโดยสถาบันการเงินและผู้ให้บริการกองทุนดัชนีรายใหญ่ เช่น Vanguard, State Street รวมถึงผู้รับฝากทรัพย์สินและสถาบันขนาดใหญ่ต่าง ๆ

เงินลงทุนจำนวนมหาศาลจึงอยู่ในกองทุนประเภท Passive Fund หรือกองทุนที่ลงทุนตามดัชนี

กองทุนเหล่านี้ไม่ได้ตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้นจากมุมมองที่ว่า บริษัทใดจะประกาศกำไรดีหรือแย่ในไตรมาสหน้าเป็นหลัก แต่จะลงทุนตามน้ำหนักของดัชนีที่กองทุนอ้างอิง

ผลที่ตามมาคือ หุ้นจำนวนมากถูกถืออยู่ในพอร์ตระยะยาวและไม่ได้ถูกนำออกมาซื้อขายทุกวัน

เมื่อหุ้นที่พร้อมหมุนเวียนซื้อขายในตลาด หรือ Free Float ที่มีการซื้อขายจริง ลดลง ราคาหุ้นจึงอาจถูกกำหนดโดยเงินเพียงส่วนเล็กเมื่อเทียบกับมูลค่าบริษัททั้งหมด

ทั้งหมดนี้ คือแนวคิดเรื่อง Marginal Buyer และ Marginal Seller คือ บริษัทอาจมีมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ แต่ราคาหุ้นในแต่ละวันไม่ได้ถูกกำหนดจากผู้ถือหุ้นทุกคนพร้อมกัน

แต่ราคาถูกกำหนดจาก คนที่กำลังซื้อและกำลังขาย ณ ขณะนั้น และคนกลุ่มนี้มีอิทธิพลต่อตลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ

เมื่อ Hedge Fund กลายเป็นผู้กำหนดราคาหน้าจอ

Ackman ชี้ไปยังอีกกลุ่มที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมาก คือกองทุนเฮดจ์ฟันด์ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงสร้างแบบ Multi-Manager หรือ Multi-Strategy Fund ซึ่งมีผู้จัดการพอร์ตจำนวนมากบริหารเงินภายใต้แพลตฟอร์มเดียวกัน

กองทุนประเภทนี้มักถูกเรียกว่าPortfolio Manager Pods (PODs) ลักษณะสำคัญคือการบริหารพอร์ตภายใต้ข้อจำกัดด้านความเสี่ยงอย่างเข้มงวด และเน้นผลตอบแทนในกรอบเวลาที่สั้นกว่านักลงทุนแบบ Value Investor แบบดั้งเดิม

เมื่อผลประกอบการบริษัทออกมาต่ำกว่าคาด หรือเกิดปัจจัยที่ทำให้สมมติฐานการลงทุนเปลี่ยนไป นักลงทุนกลุ่มนี้อาจลดสถานะอย่างรวดเร็ว

หากหลายกองทุนใช้ข้อมูล โมเดล และเงื่อนไขด้านความเสี่ยงใกล้เคียงกัน การขายจึงสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้

หุ้นที่ดูเหมือนไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเมื่อวาน จึงอาจกลายเป็นหุ้นที่ราคาร่วงอย่างรุนแรงในวันนี้ และไม่จำเป็นต้องหมายความว่า ธุรกิจแย่ลง 25% ภายในคืนเดียว

แต่หมายความว่า ความต้องการถือหุ้นในราคาปัจจุบันลดลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่ผู้ซื้อที่พร้อมรับของมีไม่มากพอ

อีกประเด็นที่ Ackman ให้ความสำคัญคือ Short-termism หรือพฤติกรรมของนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับผลตอบแทนระยะสั้นมากขึ้น

เหตุผลส่วนหนึ่งไม่ได้เกิดจากนักลงทุนมองไม่เห็นคุณค่าระยะยาว แต่เกิดจาก “โครงสร้างค่าตอบแทน” และระบบประเมินผลงาน

ผู้จัดการกองทุนจำนวนมากถูกวัดผลงานเป็นรายเดือน รายไตรมาส หรือรายปี

หุ้นที่อาจให้ผลตอบแทนดีในอีก 3-5 ปี จึงอาจไม่เหมาะกับพอร์ต หากผู้จัดการกองทุนต้องตอบคำถามว่า

“สิ้นปีนี้ผลตอบแทนเป็นอย่างไร?”

Ackman เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า นักลงทุนจำนวนมากอาจไม่ต้องการซื้อหุ้น แม้มองว่าราคาถูกและพื้นฐานดี หากยังไม่เห็น Catalyst ที่จะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นก่อนวันที่ 31 ธันวาคม หรือสิ้นปี

สิ่งนี้ทำให้ตลาดในบางช่วงไม่ได้มองว่าบริษัทนี้จะมีมูลค่าเท่าไรในอีก 5 ปี แต่ อาจจะเป็นความกังวล กับหุ้นตัวนี้ ที่จะเกิดขึ้นภายในอีก 3 เดือนที่จะถึงหรือไม่

Algorithm กำลังเปลี่ยนธรรมชาติของตลาด

อีกตัวแปรสำคัญคือ Algorithmic Trading ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดทุนขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีการใช้ระบบคอมพิวเตอร์และอัลกอริทึมในการส่งคำสั่งซื้อขายในวงกว้าง ตั้งแต่ Market Making, Quantitative Trading, Statistical Arbitrage ไปจนถึง High-Frequency Trading

Algorithm สามารถประมวลผลข้อมูลและส่งคำสั่งซื้อขายได้ภายในเวลาเพียงเสี้ยววินาที

เมื่อราคาหุ้นหลุดระดับสำคัญ ความผันผวนเพิ่มขึ้น ผลประกอบการต่ำกว่าคาด หรือโมเดลตรวจพบสัญญาณความเสี่ยง คำสั่งซื้อขายจำนวนมากสามารถเกิดขึ้นแทบพร้อมกัน

สิ่งที่นักลงทุนมนุษย์อาจใช้เวลาหลายนาทีหรือหลายชั่วโมงในการตัดสินใจ คอมพิวเตอร์สามารถทำได้ในระดับ millisecond

ผลคือ ตลาดตอบสนองต่อข้อมูลเร็วขึ้น แต่ในบางช่วงก็เคลื่อนไหวรุนแรงขึ้นเช่นกัน

Passive เป็นเจ้าของ แต่ Active เป็นคนตั้งราคา

ความย้อนแย้งที่น่าสนใจของตลาดยุคใหม่

Passive Fund อาจเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของตลาด ประกอบกับ Passive Fund ไม่ได้ซื้อขายหุ้นตามข่าวรายวัน กลับกลายเป็นผู้มีอิทธิพลต่อราคามากกว่า

กล่าวอีกแบบคือ Passive เป็นเจ้าของหุ้นจำนวนมาก แต่ Active, Hedge Fund และ Algorithm เป็นกลุ่มที่มีบทบาทสูงต่อการค้นหาราคาในแต่ละวัน

เมื่อผู้เล่นที่กำหนดราคาเหล่านี้ใช้ Leverage มีข้อจำกัดด้านความเสี่ยง และถูกประเมินผลในระยะสั้น ความผันผวนของราคาหุ้นจึงสามารถสูงกว่าความเปลี่ยนแปลงของพื้นฐานธุรกิจอย่างมาก

ความผันผวนจึงกลายเป็น “โอกาส”

สำหรับ Ackman ความผิดปกตินี้ไม่ได้มีแต่ด้านลบ ในทางกลับกัน มันสร้างโอกาสให้กับนักลงทุนที่มีเงินทุนและกรอบเวลาการลงทุนแตกต่างจากตลาด

หากบริษัทหนึ่งประกาศผลประกอบการต่ำกว่าคาดเพียงไตรมาสเดียว และราคาหุ้นถูกขายลง 20-25% จากแรงลดความเสี่ยงของกองทุนระยะสั้น ทั้งที่มูลค่าระยะยาวของกิจการแทบไม่เปลี่ยนแปลง

ราคาที่ผิดเพี้ยนดังกล่าวอาจกลายเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนระยะยาว

เพราะข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลได้เร็วกว่าคอมพิวเตอร์

แต่คือ ความสามารถรอได้นานกว่าคนอื่นหรือไม่

ตลาดไม่ได้เปลี่ยนเพราะ Algorithm เพียงอย่างเดียว และAlgorithm จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

ตลาดหุ้นยุคใหม่เกิดจากหลายปัจจัยทำงานพร้อมกัน ทั้งการเติบโตของ Passive Fund การกระจุกตัวของสินทรัพย์ในสถาบันขนาดใหญ่ การเติบโตของ Multi-Manager Hedge Fund การใช้ Leverage การประเมินผลตอบแทนระยะสั้น และการใช้ Algorithm เข้ามาบริหารคำสั่งซื้อขาย

ทั้งหมดนี้กำลังทำให้ตลาดหุ้นมีลักษณะที่แตกต่างจากในอดีต ราคาวิ่งเร็วขึ้น เงินเคลื่อนย้ายเร็วขึ้น ข้อมูลถูกสะท้อนเข้าสู่ราคาเร็วขึ้น

และเมื่อทุกคนใช้ระบบที่ตอบสนองต่อสัญญาณคล้ายกัน ราคาก็สามารถเคลื่อนไหวเกินกว่าพื้นฐานในระยะสั้นได้เช่นกัน

สำหรับนักลงทุน การเข้าใจตลาดยุค Algorithm จึงอาจไม่ใช่การพยายามแข่งขันกับเครื่องจักรว่าใครซื้อหรือขายได้เร็วกว่ากัน

แต่คือการแยกให้ออกว่า ราคาที่กำลังเคลื่อนไหว เกิดจาก “พื้นฐานธุรกิจเปลี่ยน” หรือเพียง “โครงสร้างของตลาดกำลังบังคับให้บางคนต้องขาย”

เพราะในโลกที่ Passive Fund ถือหุ้นจำนวนมหาศาล ขณะที่ Hedge Fund และ Algorithm มีอิทธิพลสูงต่อราคาหน้าจอ

บางครั้ง ราคาหุ้นที่ร่วงลง 25% อาจไม่ได้หมายความว่ามูลค่าของบริษัทหายไป 25%

และช่องว่างระหว่าง “ราคา” กับ “มูลค่า” นั่นเอง อาจเป็นหนึ่งในโอกาสที่สำคัญที่สุดของนักลงทุนในตลาดยุคใหม่

ที่มา: https://x.com/goshawktrades/status/2108639635169550679?s=48

แชร์โพสต์นี้

Picture of SHINESTOCK

SHINESTOCK

Related