Subscription Form

ALT หุ้นโครงข่ายที่อาจได้แรงส่งจาก Data Center และ AI เป้าหมาย 3 บาท Upside 66%

แชร์โพสต์นี้

ท่ามกลางกระแสการลงทุน Data Center และ AI ที่กำลังขยายตัวในประเทศไทย หนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่ขาดไม่ได้คือ “โครงข่ายรับส่งข้อมูล” เพราะไม่ว่าศูนย์ข้อมูลจะมีเซิร์ฟเวอร์ประสิทธิภาพสูงเพียงใด หากไม่มีใยแก้วนำแสงเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างพื้นที่ ระหว่างประเทศ และระหว่างผู้ให้บริการ ระบบทั้งหมดก็ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

นี่คือเหตุผลที่ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ(ประเทศไทย) หรือKGI เริ่มต้นออกบทวิเคราะห์หุ้น บริษัท เอแอลที เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ALT ด้วยคำแนะนำ “Outperform” ให้ราคาเป้าหมาย 12 เดือนที่ 3.00 บาท เทียบกับราคาหุ้น ณ วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ที่ 1.80 บาท คิดเป็น Upside ประมาณ 66.7%

จุดแข็งสำคัญของ ALT คือการมีโครงข่ายใยแก้วนำแสงครอบคลุมทั่วประเทศ โดยวางอยู่ตามแนวโครงสร้างพื้นฐานหลัก เช่น ทางรถไฟ ทางด่วน และรถไฟฟ้า ทำให้บริษัทอยู่ในตำแหน่งที่สามารถรองรับความต้องการรับส่งข้อมูลที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนใน Data Center, Cloud และ AI ได้โดยตรง

รายได้จากธุรกิจโครงข่ายของ ALT คิดเป็นประมาณ 46% ของรายได้รวมในปี 2568 และเพิ่มเป็น 47% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 สะท้อนว่าธุรกิจนี้กำลังมีบทบาทมากขึ้นต่อผลประกอบการของบริษัท

สิ่งที่น่าจับตาคือ ALT กำลังเดินหน้าโครงการขนาดใหญ่ 2 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวมประมาณ 1.6 พันล้านบาท ซึ่งอาจกลายเป็นฐานรายได้ระยะยาวในอนาคต

โครงการแรกคือ “TalayLink” หรือเคเบิลใต้น้ำเชื่อมโยงประเทศไทยกับออสเตรเลีย โดยมี Google เป็นลูกค้าหลัก เพื่อสนับสนุน Google Cloud Region และการพัฒนา Data Center ในอนาคต โครงการนี้มีสัญญาระยะยาว 15 ปี และสามารถต่ออายุได้อีก 5 ปี มูลค่าสัญญาประมาณ 2.5 พันล้านบาท โดยคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ในปี 2571

โครงการที่สองคือโครงข่ายกรุงเทพฯ–เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ BKK–EEC มีระยะเวลาสัญญา 15 ปี มูลค่าประมาณ 2 พันล้านบาท และคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2570

ความน่าสนใจไม่ได้อยู่แค่มูลค่าของโครงการ แต่อยู่ที่รูปแบบการลงทุน เพราะทั้งสองโครงการพัฒนาร่วมกับลูกค้า และ ALT สามารถเบิกเงินลงทุนตามความคืบหน้าของงานก่อสร้างได้ จึงช่วยลดภาระการใช้เงินลงทุนก้อนใหญ่ รวมถึงลดความจำเป็นในการแบกรับต้นทุนก่อสร้างและต้นทุนทางการเงินทั้งหมดด้วยตัวเอง

อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญคือ ALT กำลังปรับโครงสร้างรายได้ให้มีสัดส่วน “รายได้ประจำ” หรือ Recurring income มากขึ้น ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติที่ตลาดมักให้มูลค่าสูงกว่ารายได้จากงานโครงการเพียงครั้งเดียว เพราะทำให้กระแสเงินสดและผลประกอบการคาดการณ์ได้ง่ายขึ้น

KGI คาดว่าสัดส่วน Recurring income ของ ALT จะเพิ่มจากประมาณ 45% ในปี 2569 เป็น 50–53% ในช่วงปี 2570–2571 ตามลำดับ ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นมีโอกาสปรับจาก 18.4% เป็น 18.7–19.5%

เหตุผลสำคัญคือธุรกิจโครงข่ายมีต้นทุนคงที่ค่อนข้างสูงในช่วงเริ่มต้น แต่เมื่อมีลูกค้าเข้ามาใช้งานมากขึ้น รายได้ส่วนเพิ่มไม่จำเป็นต้องตามมาด้วยต้นทุนในอัตราเดียวกัน จึงเปิดโอกาสให้อัตรากำไรขยายตัวตามระดับการใช้งานโครงข่าย

นอกจากการเพิ่มรายได้ประจำแล้ว ALT ยังขายหุ้นในบริษัทย่อย อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จากเดิมถือหุ้น 100% เหลือ 40% ส่งผลให้บริษัทไม่ต้องรับรู้ผลขาดทุนทั้งหมดเหมือนในอดีต

โดยบริษัทย่อยแห่งนี้มีผลขาดทุนสุทธิประมาณ 33 ล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2567–2568 การลดสัดส่วนการถือหุ้นจึงอาจช่วยให้ภาพกำไรของ ALT ดีขึ้นตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2569 เป็นต้นไป

KGI ประเมินว่ากำไรสุทธิของ ALT มีโอกาสเติบโตเฉลี่ยประมาณ 38% ต่อปีในช่วงปี 2569–2572 ขณะที่ EBITDA คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยราว 15% ต่อปี

ประมาณการรายได้ของบริษัทอยู่ที่ 1,662 ล้านบาทในปี 2569 ก่อนเพิ่มเป็น 1,727 ล้านบาทในปี 2570 และ 1,938 ล้านบาทในปี 2571 ส่วนกำไรสุทธิคาดอยู่ที่ 44 ล้านบาท 64 ล้านบาท และ 97 ล้านบาทตามลำดับ

แม้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E Ratio มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 1.6 เท่าในไตรมาส 2 ปี 2569 เป็นประมาณ 1.7 เท่าในสิ้นปี และอาจขึ้นไปถึง 2.5 เท่าในอนาคต แต่ตัวเลขดังกล่าวส่วนหนึ่งมาจากเงินรับล่วงหน้าจากลูกค้าและเจ้าหนี้การค้า ซึ่งเป็นลักษณะปกติของธุรกิจโครงการ ไม่ได้เกิดจากหนี้ที่มีดอกเบี้ยทั้งหมด

หากพิจารณาเฉพาะหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุน หรือ IBD/E กลับอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ โดยคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 0.5 เท่าในปี 2569 และลดเหลือ 0.4 เท่าในปี 2570 ทำให้สถานะทางการเงินยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้

สำหรับการประเมินมูลค่า KGI เลือกใช้ EV/EBITDA แทน P/E เนื่องจาก ALT เป็นธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง และมีค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายมากกว่า 200 ล้านบาทต่อปี ทำให้กำไรสุทธิทางบัญชีอาจดูต่ำกว่าความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดที่แท้จริง

ราคาเป้าหมาย 3.00 บาทอิง EV/EBITDA ปี 2570 ที่ 9 เท่า ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี ขณะที่ EV/EBITDA ตามประมาณการมีแนวโน้มลดจาก 6.2 เท่าในปี 2569 เหลือ 4.9 เท่าในปี 2570 และ 3.6 เท่าในปี 2571 หากผลประกอบการเติบโตได้ตามคาด

อย่างไรก็ตาม ALT ไม่ใช่หุ้นที่ปราศจากความเสี่ยง ประเด็นสำคัญที่สุดคือความล่าช้าของโครงการ TalayLink และ BKK–EEC เพราะรายได้ก้อนใหม่จะเริ่มเข้ามาในช่วงปี 2570–2571 หากการก่อสร้าง การส่งมอบ หรือการเริ่มให้บริการเลื่อนออกไป ประมาณการรายได้และกำไรก็อาจถูกปรับลดตามไปด้วย

อีกประเด็นคือราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาแล้วค่อนข้างมาก โดยให้ผลตอบแทนประมาณ 65.2% ในรอบ 12 เดือน และชนะ SET ราว 28.5% นักลงทุนจึงต้องพิจารณาทั้งศักยภาพการเติบโตในระยะยาวและความผันผวนในระยะสั้นควบคู่กัน

เรื่องราวของ ALT จึงไม่ได้เป็นเพียงหุ้นรับเหมาติดตั้งระบบสื่อสาร แต่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ผู้ให้บริการโครงข่ายที่มีรายได้ประจำมากขึ้น และมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการลงทุน Data Center, Cloud และ AI ในประเทศไทย

หาก TalayLink และโครงข่ายกรุงเทพฯ–EEC เดินหน้าได้ตามกำหนด พร้อมกับการเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำและลดภาระขาดทุนจากบริษัทย่อย ALT อาจเข้าสู่รอบการเติบโตครั้งใหม่ได้จริง

แต่หัวใจสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามไม่ใช่เพียงราคาเป้าหมาย 3 บาท หากเป็นความคืบหน้าของสองโครงการใหญ่ การเริ่มรับรู้รายได้ตามกำหนด และความสามารถในการเปลี่ยน “โครงข่ายที่มีอยู่” ให้กลายเป็นกระแสเงินสดที่เติบโตอย่างสม่ำเสมอ

ที่มา: บทวิเคราะห์ KGI Securities Research วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ข้อมูลและราคาเป้าหมายเป็นประมาณการของนักวิเคราะห์ มิใช่การรับประกันผลตอบแทนหรือคำแนะนำส่วนบุคคล

แชร์โพสต์นี้

Picture of SHINESTOCK

SHINESTOCK

Related