“ปราโบโว” กล่าวหา MSCI พยายามข่มขู่อินโดนีเซีย หลังเตือนอาจลดสถานะตลาดหุ้นจาก Emerging Market สู่ Standalone Market
ด้าน MSCI ย้ำปัญหาอยู่ที่โครงสร้างตลาด เรียกร้องปฏิรูปและจัดการผู้กระทำผิด กำหนดรับฟังความเห็นถึง 30 เม.ย.70 ก่อนตัดสินใจ มิ.ย.70
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักข่าว CNA และ Bloomberg รายงานความเคลื่อนไหวกรณี MSCI ผู้จัดทำดัชนีหุ้นระดับโลก ออกคำเตือนว่าอาจปรับลดสถานะตลาดหุ้นอินโดนีเซียจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ลงสู่ตลาดเดี่ยว (Standalone Market) ซึ่งเป็นการลดสถานะลงสองระดับ หลังประเมินว่าทางการอินโดนีเซียยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาความโปร่งใสและพฤติกรรมการซื้อขายหุ้นตามเกณฑ์ได้อย่างเพียงพอ
ส่งผลให้นักลงทุนเกิดความกังวลและเทขายหุ้นอย่างหนักติดต่อกันสองวัน ท่ามกลางความเสี่ยงที่เงินทุนต่างชาติอาจไหลออกจากตลาดหุ้นอินโดนีเซียจำนวนมาก
นายปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย กล่าวระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ว่า MSCI กำลังพยายามข่มขู่อินโดนีเซียผ่านคำเตือนเกี่ยวกับการปรับลดสถานะตลาดหุ้น พร้อมยืนยันว่าประเทศอินโดนีเซียจะไม่หวาดกลัวต่อแรงกดดันดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม นับเป็นการแสดงจุดยืนต่อสาธารณะครั้งแรกของผู้นำอินโดนีเซียภายหลัง MSCI ประกาศเตือนถึงความเป็นไปได้ในการลดสถานะตลาดหุ้นของประเทศ
ด้านนายรามัน ไอย์ลูร์ สุบรามาเนียน กรรมการผู้จัดการ MSCI กล่าวระหว่างการประชุมทางโทรศัพท์ร่วมกับนักลงทุน ซึ่งจัดโดย UBS เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 100 คน ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับอินโดนีเซียเป็นปัญหาของตัวตลาดหุ้น ไม่ใช่ปัญหาของดัชนี MSCI
พร้อมเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิรูปตลาดทุนและดำเนินมาตรการจัดการกับผู้กระทำมิชอบ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนมากตั้งคำถามถึงความจำเป็นของมาตรการที่ MSCI กำลังพิจารณา เนื่องจากการปรับลดสถานะจาก Emerging Market ลงสู่ Standalone Market ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่อาจกระทบต่อกระแสเงินลงทุนระหว่างประเทศ โดยนักลงทุนต้องการทราบว่าอินโดนีเซียยังมีโอกาสรักษาสถานะตลาดเกิดใหม่เอาไว้ได้หรือไม่
ขณะที่ MSCI ระบุว่าการพิจารณาดังกล่าวสะท้อนความกังวลของผู้ลงทุนสถาบันทั่วโลกเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของราคาหุ้นและปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นจาการ์ตา ว่าสะท้อนกิจกรรมการลงทุนที่แท้จริงมากน้อยเพียงใด
สำหรับประเด็นสำคัญที่ MSCI แสดงความกังวล ได้แก่ ความไม่โปร่งใสของโครงสร้างการถือครองหุ้น พฤติกรรมการซื้อขายที่อาจมีการประสานกันระหว่างผู้ลงทุนบางกลุ่ม รวมถึงประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎเกณฑ์กำกับดูแลตลาด แม้ทางการอินโดนีเซียจะประกาศมาตรการปฏิรูปหลายด้านแล้วก็ตาม
แต่ MSCI เห็นว่ายังขาดหลักฐานที่เพียงพอถึงผลสำเร็จของมาตรการดังกล่าวอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม 
ขณะเดียวกัน MSCI ชี้แจงว่า กระบวนการประเมินสถานะตลาดหุ้นเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่โปร่งใส และยังคงเปิดรับความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมติดตามความคืบหน้าการปรับปรุงโครงสร้างตลาดทุนอินโดนีเซียอย่างใกล้ชิด โดยกำหนดระยะเวลารับฟังความคิดเห็นจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2570 ก่อนประกาศผลการพิจารณาขั้นสุดท้ายภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2570
ซึ่งหมายความว่าอินโดนีเซียยังมีระยะเวลาในการแสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าของการปฏิรูปตลาดทุน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับ MSCI และนักลงทุนทั่วโลก 
นอกจากนี้ ประเด็นดังกล่าวยังขยายไปสู่ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับบทบาทของนักลงทุนสถาบันจากต่างประเทศ หลัง นายมูฮัมหมัด ลุตฟี อดีตรัฐมนตรีพาณิชย์อินโดนีเซีย กล่าวหาว่า Temasek และ GIC ซึ่งเป็นองค์กรลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกดดัน MSCI ให้พิจารณาลดสถานะตลาดหุ้นอินโดนีเซีย
อย่างไรก็ตาม ทั้งสององค์กรออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดย GIC ยืนยันว่าการตัดสินใจลงทุนพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานของบริษัทและสินทรัพย์เป็นหลัก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการจัดประเภทดัชนี
ขณะที่ Temasek ระบุว่าไม่เคยติดต่อ MSCI เพื่อแทรกแซงการตัดสินใจเกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์ใด ๆ ในภูมิภาค 
ด้านนักการเมืองอินโดนีเซียบางส่วนเรียกร้องให้ MSCI เปิดเผยหลักเกณฑ์การประเมินที่มีความโปร่งใส เป็นกลาง และใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกประเทศ
ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่าอินโดนีเซียไม่ควรเพิกเฉยต่อข้อกังวลของ MSCI แต่ควรนำประเด็นดังกล่าวมาพิจารณาอย่างจริงจัง เพื่อยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลตลาดทุนและสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนระยะยาว 
ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวของ MSCI ยังอยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นและประเมินความคืบหน้าการปฏิรูปตลาดทุนอินโดนีเซีย โดยยังไม่มีการประกาศปรับลดสถานะตลาดหุ้นอย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม หากอินโดนีเซียไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงการปรับปรุงโครงสร้างตลาดและการบังคับใช้กฎเกณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพภายในระยะเวลาที่กำหนด ก็มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียสถานะตลาดเกิดใหม่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและกระแสเงินทุนต่างชาติในระยะต่อไป